วันพุธที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

เดินเที่ยวสวนสุนันทา

      การเดินชมมหาวิทยาลัยที่มีความเป็นมาอันเก่าแก่ และเต็มไปด้วยเรื่องราวที่น่าสนใจ เพราะบริเวณที่ตั้งของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทานี้ถือเป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์ มีความสำคัญขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เมื่อพระองค์ได้ทรงใช้เงินพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ซื้อที่ดินและสร้างวังสวนดุสิตขึ้น แต่พระองค์ทรงเห็นว่าเขตพระที่นั่งอัมพรสถานในพระราชวังดุสิตนั้นมีผู้คนพลุกพล่านขาดความเป็นส่วนตัว จึงทรงจัดการวางแบบแปลนสร้างสวนขึ้นที่ท้ายวังสวนดุสิต ทรงควบคุมการก่อสร้างทุกขั้นตอน อีกทั้งยังทรงคัดเลือกพันธุ์ไม้มาปลูกและทรงกำชับให้สร้างพระตำหนักแบบ "บ้านนอกในวัง"
       

       และเมื่อการก่อสร้างเสร็จสิ้น พระองค์ก็ได้พระราชทานนามว่า "สวนสุนันทา" เพื่อเป็นพระราชานุสรณ์แห่งความรักในสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี อัครมเหสีของพระองค์ที่ได้สวรรคตในเหตุการณ์เรือพระที่นั่งล่มในแม่น้ำเจ้าพระยาขณะจะเสด็จไปยังพระราชวังบางปะอิน แต่น่าเสียดายที่พระที่นั่ง และตำหนักต่างๆ ยังไม่ทันสร้างเสร็จเรียบร้อย รัชกาลที่ 5 ก็เสด็จสวรรคตเสียก่อน ต่อมาจึงมีการสร้างจนเสร็จเรียบร้อยลงในสมัยรัชกาลที่ 6
 
      แม้วังจะได้ชื่อว่า "วังสวนสุนันทา" แต่ผู้ที่ถือว่ามีความสำคัญที่สุดในวังสวนสุนันทานั้นก็คือ "พระวิมาดาเธอ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา" พระอัครชายาเธอซึ่งเป็นที่โปรดปรานในรัชกาลที่ 5 ยิ่งนัก และทรงเป็นผู้มีพระปรีชาสามารถในเรื่องการปรุงอาหารเป็นอย่างยิ่ง และทรงรับราชการฉลองพระเดชพระคุณในหน้าที่กำกับดูแลห้องเครื่องต้นถวายพระพุทธเจ้าหลวงตลอดจนสิ้นรัชกาล

       หลังจากที่รัชกาลที่ 5 สิ้นพระชนม์แล้ว ในตอนกลางสมัยรัชกาลที่ 6 พระวิมาดาเธอฯ และพระราชธิดาได้ทรงย้ายที่ประทับจากวังลดาวัลย์ของพระราชโอรสมาประทับที่วังสวนสุนันทาเป็นการถาวร บรรดาเจ้านายฝ่ายในและเจ้าจอมในรัชกาลที่ 5 ก็ได้ทยอยตามเสด็จมาด้วย ทำให้บรรยากาศในวังสวนสุนันทากลับมาครึกครื้นอีกครั้งหนึ่ง

      สิ่งหนึ่งในเมืองไทยที่เป็นที่รู้จักแพร่หลายในหมู่นักท่องเที่ยวต่างประเทศก็คือ "นวดแผนไทย" ฝรั่งที่ไหนมาก็มักจะถามหา Thai Massage คนไทยก็มักจะชี้ทางให้ไปวัดโพธิ์ ซึ่งถือเป็นแหล่งนวดแผนไทยที่ดังที่สุด แต่วันนี้ฉันมีสถานที่นวดไทยอีกแห่งจะมานำเสนอ ที่สำคัญคือคนนวดนั้นเป็นสาวชาววังด้วยอีกต่างหาก
       

      สถานที่นวดไทยที่ว่านั้นก็คือที่ "ศูนย์สุขภาพแพทย์แผนไทยประยุกต์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา" และสาวชาววังที่บอกก็คือสาวชาววังสวนสุนันทานั่นเอง ซึ่งนี่ถือเป็นการเปิดมิติใหม่อีกสิ่งหนึ่งในสถาบันแห่งนี้

       

นวดแผนไทยในบรรยากาศวบายๆ

เตียงนวดเท้า


       สำหรับศูนย์สุขภาพฯนี้เขาเปิดมาสำหรับคนขี้เมื่อยโดยเฉพาะ เพราะมีการนวดแผนไทย และนวดสปาไว้บริการ โดยศูนย์สุขภาพฯนี้ได้เปิดให้บริการมานานถึง 4 ปีแล้ว ในช่วงแรกเปิดนั้นก็มีจุดประสงค์เพื่อการเรียนการสอนของภาควิชาการแพทย์แผนไทยประยุกต์ แต่ต่อมาก็เปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบ โดยมีทั้งการนวดแบบส่งเสริมและแบบรักษา การนวดแบบส่งเสริมก็คือการนวดเพื่อผ่อนคลาย หรือนวดแบบสปา ส่วนการนวดแบบรักษานั้นก็คือการนวดแบบราชสำนัก โดยเป็นการนวดที่ทำให้เกิดผลต่ออวัยวะและเนื้อเยื่อที่อยู่ลึกๆ ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด และเพิ่มการทำงานของเส้นประสาทนั่นเอง

       หลังจากเดินชมบรรยากาศของวังเก่าในมหาวิทยาลัยจนเริ่มเมื่อยได้ที่แล้ว การได้มานวดผ่อนคลายในศูนย์สุขภาพฯ จึงเป็นอะไรที่เหมาะสมที่สุด และนอกจากการนวดผ่อนคลายแล้วก็ยังมีการนวดอีกหลากหลายแบบ ทั้งนวดรักษาแบบราชสำนัก นวดราชสำนักส่งเสริมสุขภาพ นวดฝ่าเท้า ประคบสมุนไพรสด นวดคอ บ่า ไหล่ อบสมุนไพร ลูกประคบสมุนไพรสด หรือใครอยากนวดสปาก็มีทั้งการนวดหน้า 10 ขั้นตอน นวดน้ำมันอโรมา คอ บ่า ไหล่ แบบสวีดิช นวดกระชับสัดส่วน นวดตัว ขัดผิวผ่อง นวดอโรมาเทอราพี สปาเท้านุ่ม แม้จะมีเตียงนวดให้บริการไม่มากมาย แต่ก็ได้บรรยากาศสบายๆ แถมราคาก็ยังสบายกระเป๋าอีกต่างหาก


       เมื่อได้ทำการนวดเท้าเสร็จแล้วก็อย่าเพิ่งรีบกลับ ขอให้ลองได้ขึ้นไปยังชั้น 2 เพื่อชม "ศูนย์ศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา" ซึ่งเป็นที่จัดแสดงศิลปวัตถุที่ส่วนใหญ่เป็นสมบัติในตำหนักนี้ แต่ก่อนจะไปชมข้าวของต่างๆ จะต้องมารู้จักกับตัวตำหนักสายสุทธานภดลนี้ก่อนดีกว่า ตำหนักหลังนี้เรียกกันว่า "ตำหนักใหญ่" เป็นสถาปัตยกรรมแบบเรือนมะนิลา ได้รับอิทธิพลจากตะวันตก เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนสองชั้น เป็นตำหนักแฝดที่มีเฉลียงทางเดินชั้นล่างและชั้นบนเชื่อมต่อกัน ด้านนอกอาคารมีลวดลายปูนปั้นประดับอยู่เล็กน้อย ส่วนช่องลมก็มีลวดลายฉลุงดงามมาก
    
       สำหรับห้องจัดแสดงในศูนย์ศิลปวัฒนธรรมนั้น ก็มีทั้งห้องแสดงพระราชประวัติของสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวีในรัชกาลที่ 5 ห้องแสดงพระประวัติของพระวิมาดาเธอฯ ห้องแสดงพระรูปและพระประวัติพระบรมวงศานุวงศ์และเจ้าจอมในรัชกาลที่ 5 ที่ทำให้เราทราบถึงเรื่องราวของผู้ที่มีความสำคัญยิ่งในวังสวนสุนันทาแห่งนี้




 
ตำหนักสายสุทธานภดล
 
ภาพวาดสีน้ำรูปดอกไม้ต่างๆในศูนย์ศิลปวัฒนธรรมฯ

หุ่นแสดงการแต่งกายของสาวชาววังสมัยรัตนโกสินทร์

ศิลปวัตถุเก่าแก่จัดแสดงอยู่ภายในศูนย์ศิลปวัฒนธรรมฯ

       สิ่งหนึ่งที่โดดเด่นในศูนย์วัฒนธรรมแห่งนี้ก็คือรูปวาดสีน้ำเป็นรูปดอกไม้ต่างๆ จำนวนหลายร้อยรูป ซึ่งรูปภาพเหล่านี้เป็นรูปที่วาดขึ้นโดยคุณข้าหลวงในตำหนักพระวิมาดาเธอฯ เพราะแต่ก่อนนั้นในบริเวณรอบวังสวนสุนันทาจะเต็มไปด้วยพรรณไม้ดอกนานาชนิด ไม่ว่าจะเป็นดอกลั่นทม กุหลาบ สารภี ลำดวน นมแมว มะลิ หน้าวัว พุทธชาด แก้วเจ้าจอม ฯลฯ ต่างก็ออกดอกส่งกลิ่นหอมทั่วไปหมด พระวิมาดาเธอฯจึงทรงโปรดให้ข้าหลวงฝึกหัดวาดรูปดอกไม้และระบายสีน้ำให้เหมือนของจริงที่สุด แล้วนำขึ้นถวายทอดพระเนตร ปัจจุบันรูปเหล่านี้ก็มีที่สูญหายไปบ้าง แต่ที่เก็บรวบรวมไว้ก็มีอยู่ 117 ภาพ ด้วยกัน จัดแสดงไว้อย่างสวยงามราวกับแกลอรี่
    
       และที่ว่าน่าสนใจอีกก็คือบรรดารูปเก่าๆ ของวังสุนันทาในอดีต และรูปเก่าๆของเจ้านาย เจ้าจอม และพระบรมวงศานุวงศ์ในอิริยาบถต่างๆ ทำให้เราได้เห็นทั้งการแต่งกายในสมัยนั้น ได้เห็นบรรยากาศของวังสวนสุนันทาในอดีตนั้น แค่นี้ก็คุ้มค่ากับการได้มาชมแล้ว

วันอังคารที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

      แต่เดิมสถานที่แห่งนี้เป็นวังหน้าของกรมพระราชวังบวร มหาสุรสิงหนาท โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นพร้อมกับวังหลวง พระที่นั่งที่สำคัญ ได้แก่ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พระที่นั่งพุทไธศวรรย์ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย ต่อมาในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขึ้นที่ศาลาสหทัยสมาคม เรียกว่า  “มิวเซี่ยม” แล้วจึงย้ายมาไว้ที่วังหน้าของกรมพระราชวังบวรฯ ซึ่งบางส่วนกลายเป็นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และบริเวณข้างเคียงมีโรงเรียนช่างศิลป์ วิทยาลัยนาฏศิลป์ และโรงละครแห่งชาติอยู่ในบริเวณเดียวกัน

      สิ่งที่น่าสนใจ นอกจากพิพิธภัณฑ์แล้วยังมีวัดบวรสถานสุทธาวาส ตั้งอยู่ภายในบริเวณวังหน้าใกล้กับโรงเรียนช่างศิลป์ วัดนี้เรียกกันว่า วัดพระแก้ววังหน้า พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจัดแสดงศิลปโบราณวัตถุต่าง ๆ มากมายอันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของไทยและชาติเพื่อนบ้าน พิพิธภัณฑ์ฯ แห่งนี้ ได้รับรางวัลอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ประจำปี 2545 รางวัลยอดเยี่ยมประเภทโครงการส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยว จากผลงานโครงการเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน เพื่อส่งเสริมให้รู้จักคุณค่าของวัฒนธรรมอันเป็นมรดกของชุมชนของตนเพื่อการท่องเที่ยว


วันศุกร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ครัวอัปษร

เกี่ยวกับครัวอัปษร

      หอยแมลงภู่ตัวอวบอ้วนนอนในกะละมังใบน้อย ห่มด้วยตะไคร้ ใบมะกรูด พริกไทยอ่อน โหระพา พริกโขลกกับกระเทียม แล้วตามด้วยน้ำซุปโครงไก่อีก 1 กระบวย เทลงในกระทะที่ตั้งน้ำมันร้อนได้ที่
...เสียงฉ่าดังขึ้น พร้อมกับเปลวไฟที่ลุกสูงพ้นขอบกระทะ ควันที่นำกลิ่นชวนให้น้ำลายสอ กระจายไปทั่วห้องครัว
"หอยแมลงภู่ผัดฉ่า" คือหนึ่งในเมนูยอดนิยมของร้าน "ครัวอัปษร" ไม่เพียงด้วยรสชาติการปรุง ยังรวมถึงการคัดสรรวัตถุดิบในการปรุงอย่างพิถีพิถัน ของ "ป้าแดง" จันทร์ฉวี สกุลกันต์ แม่ครัวใหญ่ของร้าน ซึ่งเคยตามเสด็จทำเครื่องถวายสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อยู่บ่อยครั้ง
"ดิฉันไม่ใช่ตัวจริงนะคะ" ป้าแดงออกตัวก่อนเมื่อได้รับการติดต่อขอสัมภาษณ์

      เรื่องราวเมื่อครั้งที่ได้มีโอกาสถวายการรับใช้สมเด็จพระ เจ้าพี่นางเธอฯ
"เพียงแต่กรมหลวงฯ ท่านโปรดรสชาติที่ดิฉันปรุง จึงทรงให้ตามเสด็จทำเครื่องถวายไปในที่ต่างๆ นอกจากเวลาที่ไปเมืองนอก"
"ที่ท่านโปรดคือ วัสดุที่ใช้ในการประกอบอาหาร ซึ่งจะต้องคัด ต้องเตรียมจากกรุงเทพฯ ดิฉันต้องไปจ่ายเอง แล้วก็ไม่ได้ไปแค่ตลาดเดียว แต่ไปหลายแห่ง เพราะต้องคัดเฉพาะของที่มีคุณภาพใหม่สดจริงๆ เวลาไปทำเครื่องถวายตามต่างจังหวัด ก็ต้องแพคเก็บอย่างดี แช่น้ำแข็งไป และมีการเปลี่ยนน้ำแข็งตลอดทางเพื่อให้ของนั้นยังคงค วามสดอยู่"
ป้าแดงเล่าให้ฟังถึงที่มาของการได้ถวายการรับใช้สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ว่า เป็นเพราะป้าแดงทำงานเป็นข้าราชการอยู่ในกรมชลประทาน ซึ่งหนึ่งในภารกิจของกรมชลประทานคือ การรับเสด็จตามหัวเขื่อน ส่วนใหญ่จะให้ภรรยาของผู้ใหญ่เป็นคนทำอาหาร

      "ประมาณปี 2513 ผู้ใหญ่ท่านเรียกให้ไปช่วยทำอาหาร นั่นเป็นครั้งแรกของดิฉันที่ได้ทำงานถวายสมเด็จพระศรีฯ (สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี) ตอนนั้นกรมหลวงฯ (สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ) ยังไม่ได้ทรงงานเต็มที่ แต่จะตามเสด็จสมเด็จย่าตลอด ส่วนใหญ่จะเสด็จวันศุกร์-เสาร์
จำได้ว่าอย่างแรกที่ทำถวายคือ "ขนมจีนน้ำพริก" สมเด็จพระศรีฯ ท่านก็รับสั่งว่าใช้ได้ เหมือนกับที่ท่านเคยเสวย หลังจากนั้นก็ได้ทำเครื่องถวายเกือบทุกอย่าง"
สำหรับสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ป้าแดงเล่าว่า บางครั้งทำอาหารแล้วถูกพระทัย ท่านก็เสด็จเข้ามาชมที่ในครัว พอตอนหลังรู้จักชื่อ ก็ทรงเรียกให้ไปประกอบอาหารที่ในวังบ้าง
ที่โปรดมากๆ คือ "ข้าวผัดหนำเลี้ยบ"

      ป้าแดงบอกว่า "ข้าวผัดหนำเลี้ยบ" ไม่จำเป็นต้องใช้ข้าวที่ทิ้งไว้ข้ามคืน แค่ผึ่งให้เย็นก็พอ และถ้าเป็นสูตรของป้าแดงจะต้องใส่กากหมู
เคล็ดลับของอาหารจานนี้เริ่มตั้งแต่เอาหนำเลี้ยบใส่ก ระทะที่ตั้งน้ำมันพอร้อน ใส่หมูสับแล้วขยี้ให้เข้ากัน จากนั้นใส่ข้าว ผัดพอได้ที่จึงใส่กระเทียมเจียว
ที่เจียวไว้ก่อนต่างห ากและลูกโดด ที่ขาดไม่ได้คือ ต้องเคียงด้วย "กากหมู"


"แขกที่ตามเสด็จชมกันทุกคน เวลาเสด็จมาที่นี่จะทรงสั่งทุกครั้ง เสวยกับ "ต้มยำไก่บ้าน"


      ท่านโปรดอาหารง่ายๆ ที่เป็นแบบบ้านๆ อย่างถ้าเป็น "ขากบทอด" ก็ต้องเป็นขา"กบบ้าน" หรือกบท้องนา แม้จะขาเล็กๆ แต่เนื้อจะเหนียวและให้รสชาติหวานอร่อยกว่าขากบตัวใหญ่ๆ  อีกเมนูหนึ่งที่ทรงโปรด คือ เมนู "ไข่" ถ้ายังจำได้ในงานพระราชทานเลี้ยงฉลอง ในโอกาสที่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ทรงเจริญพระชันษา 72 ปี บทเพลงหนึ่งที่วงดนตรี อ.ส.วันศุกร์ บรรเลงในงาน คือเพลง "เมนูไข่"


      เพลงที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระนิพนธ์ไว้ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานทำนอง ด้วยทรงรำลึกได้ว่า สมเด็จพระเชษฐภคินี โปรดเสวยเมนูไข่ ป้าแดงบอกว่า สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ โปรด "ไข่ต้มน้ำปลาพริก" ไข่ต้มต้องเป็น "ไข่ยางมะตูม" ซึ่งป้าแดงบอกว่า จะใช้ไข่เป็ดต้มในน้ำเดือดนาน 7 นาที แล้วนำไปแช่ในน้ำเย็น หรือให้น้ำไหลผ่านเพื่อลดอุณหภูมิของไข่ ส่วน "น้ำปลาพริก" จะเอาพริกย่างให้สุก หั่นแฉลบๆ เขี่ยเม็ดพริกออกบ้าง เพื่อให้รสชาติไม่เผ็ดจัด แล้วเอาหอมเผา กระเทียมเผามายำรวมกับน้ำปลามะนาว"


      ป้าแดงเล่าว่า จริงๆ แล้วก่อนหน้านี้เคยตั้งทั้ง "เห็ดน้ำปลาพริก" และ "ไข่ต้มน้ำปลาพริก" แต่ท่านโปรดไข่ต้มเพราะรสชาติเข้ากันมากกว่า อย่างสมเด็จพระพี่นางเธอฯ โปรดเสวย "ไก่ย่าง" แทนที่จะใช้น้ำจิ้มซอสแบบฝรั่งก็จะทำเป็น "น้ำแจ่ว" ใส่พริกใส่งา ซึ่งท่านโปรดมาก แล้วก็ยังมี ทอดมันปลากราย ปีกไก่ทอด เมี่ยงคะน้า


โดยเฉพาะ "เนื้อ" "ท่านโปรด "เนื้อย่างน้ำแจ่ว" จะใช้เนื้อโพนยางคำ เป็นเนื้อโคขุน เลี้ยงในเมืองไทยนี่แหละ แต่นำแม่พันธุ์มาจากต่างประเทศ เอามาย่างแบบสเต๊กได้เนื้อที่นุ่มมาก จิ้มกับน้ำแจ่ว"


      ส่วนการเตรียมเครื่องถวาย ป้าแดงบอกว่า "เตรียมแค่ไม่กี่อย่าง"
"การทำเครื่องถวายนั้นที่สำคัญคือ อาหารแต่ละอย่างจะต้องเข้ากัน อย่างถ้าเป็นน้ำพริกเครื่องจิ้ม ก็จะทำแกงจืด ต้มยำ แล้วระหว่างเครื่องจิ้มก็จะต้องมีเครื่องเคียงของเครื่องจิ้ม เช่น ถ้าเป็นหลนก็ต้องเป็นปลาช่อนทอด หรือปลาดุกฟู และของเผ็ดอีกสักอย่าง"
      "ท่านทรงละเอียด ทรงรอบรู้ และทรงช่างสังเกตในทุกๆ เรื่อง เช่นเรื่องรสชาติของอาหาร แม้แต่แกงจืดจะทรงทราบในทันทีว่าหอมน้ำซุป หรือหอมในตัวเครื่อง และบ่อยครั้งก็จะประทานคำแนะนำ เช่น "แกงเผ็ดเป็ดย่าง" ส่วนมากจะใส่สับปะรด ท่านทรงแนะว่าให้ใส่มะเขือพวงแทน แต่มะเขือพวงต้องบุบก่อน อร่อยกว่าที่ใส่พุทราจีนหรือใส่แปะก๊วยเสียอีก"


      ป้าแดงบอกว่า แม้จะเกษียณแล้วและมาเป็นแม่ครัวใหญ่อยู่ที่ "ครัวอัปษร" ซึ่งปัจจุบันได้ขยายสาขาแห่งที่ 2 อยู่แถวถนนดินสอ และสาขาที่ 3 อยู่แถวถนนสนามบินน้ำ ยังคงได้ถวายการรับใช้อยู่ตลอด และที่นับเป็นพระกรุณาธิคุณเป็นที่สุดของชีวิตคือ การที่กรมหลวงฯ ท่านเสด็จมาหลังจากทรงทราบว่าดิฉันเปิดร้านอาหารอยู่ ที่นี่ ทรงเสด็จมาให้กำลังใจ
แก่ดิฉัน แม้กรมหลวงฯ ท่านสิ้นพระชนม์ไปแล้ว แต่พระเมตตาที่ทรงมีต่อดิฉันและครอบครัวจะประทับอยู่ ในหัวใจของทุกคนไม่รู้ลืม


อาหารแนะนำ
หอยแมลงภู่ผัดฉ่า


แหนมผัดไข่


ไข่ฟูปู


ปลากระพงราดพริก


วันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร

วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร
วัดชนะสงคราม เป็นวัดโบราณสร้างในสมัยอยุธยา ไม่ปรากฏหลักฐานการสร้าง เดิมเรียกว่าวัดกลางนา

          เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชเสด็จขึ้นครองราชสมบัติเป็นปฐมบรมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี มีพระราชประสงค์ที่จะสร้างสิ่งก่อสร้างขึ้นให้คล้ายคลึงกับกรุงศรีอยุธยามากที่สุด วัดที่ตั้งอยู่ใกล้พระบรมมหาราชวังได้ทรงปฏิสังขรณ์ใหม่ ตลอดจนเปลี่ยนชื่อวัดให้เหมาะสม โปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อวัดกลางนาเป็นวัดตองปุ และให้เป็นวัดพระสงฆ์ฝ่ายรามัญ เช่นเดียวกับวัดตองปุที่กรุงศรีอยุธยา เพื่อเทิดเกียรติทหารชาวรามัญในกองทัพสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการต่อสู้กับพม่าในสงครามเก้าทัพ เมื่อ พ.ศ. 2328 สงครามที่ท่าดินแดงและสามสบ เมื่อ พ.ศ. 2329 และสงครามที่นครลำปางป่าซาง เมื่อ พ.ศ. 2330
          สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทได้ทรงบูรณปฏิสังขรณ์วัดตองปุแล้วถวายเป็นพระอารามหลวงโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามใหม่ว่า วัดชนะสงคราม เพื่อเป็นอนุสรณ์ที่สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ทรงมีชัยชนะต่อพม่าในการรบทั้ง 3 ครั้ง
          วัดชนะสงครามได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์มาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งได้ทรงเริ่มดำเนินการก่อสร้างที่บรรจุพระอัฐิเจ้านายฝ่ายพระราชวังบวรสถานมงคลที่เฉลียงพระอุโบสถด้านหลังตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระพันปีหลวงทรงพระราชอุทิศพระราชทรัพย์ให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากฤษดาภินิหาร กรมพระนเรศร์วรฤทธิ์ดำเนินการ แต่การก่อสร้างมาแล้วเสร็จในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งพระราชทานพระราชทรัพย์ให้ราชบัณฑิตยสภาดำเนินการก่อสร้าง ขณะนั้น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพเป็นนายกราชบัณฑิตยสภาและสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงดำเนินการก่อสร้างจนเสร็จสิ้น ได้มีพิธีอัญเชิญพระอัฐิจากพระราชวังบวรสถานมงคลไปประดิษฐานใน พ.ศ. 2470

ไฟล์:พระประธานวัดชนะ.jpg